Published by : adminsforit

ปราสาทนิโจ

ปราสาทนิโจ เป็นปราสาทเก่าแก่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โดยตัวปราสาทสร้างในแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นที่งดงาม ภายในประกอบด้วยอาคาร สถาปัตยกรรม สวนอุทยานบนเนื้อที่ 275,000 ตารางเมตร และพื้นที่ของอาคารปราสาททั้งหมด 8,000 ตารางเมตร ปราสาทแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2144 ในยุคสมัยโชกุน โทะกุงะวะ ซึ่งเป็นโชกุรคนแรกของญี่ปุ่นได้ก่อสร้างเพื่อใช้เป็นที่พำนักของโชกุนในตระกูลโทะกุงะวะ โดยมีการสร้างป้อมปราการที่เรียงตัวเป็นรูปวงแหวนสองชั้น โดยแต่ละชั้นแบ่งเป็นกำแพงและมีคูน้ำล้อมรอบเพื่อป้องกันศัตรู นอกจากนี้ยังมีกำแพงอีกชั้นล้อมรอบพระราชวังนิโนะซึ่งอยู่ส่วนกลางของพื้นที่ปราสาท ในช่วงปี พ.ศ. 2293 ป้อมปราการส่วนกลางถูกฟ้าผ่าและเกิดไฟไหม้รุนแรง โดยตัวปราสาทก็เริ่มเสื่อมสภาพลงจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2331 ปราสาทถูกเพลิงไหม้เสียหายเกือบทั้งหมดและตัวปราสาทตัวถูกทิ้งร้างจนถึงปี พ.ศ. 2405 ทายาทของตระกูล โทะกุงะวะ ได้ทำการบูรณะปราสาทแห่งนี้ขึ้นใหม่อีกครั้งและในปี พ.ศ. 2410 โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ ได้มอบปราสาทนิโจให้แก่รัฐบาลญี่ปุ่น และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของประเทศในปี พ.ศ. 2482 นับแต่นั้นและเปิดให้ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวได้เข้าชมความงามของปราสาท ภายในปราสาทนอกจากมีป้อมปราการที่ล้อมรอบปราสาทถึง 2 ชั้นแล้ว ยังมีสวนอุทยานที่สวยงามประกอบด้วยสวนซากุระ สวนบ๊วย รวมถึงมีสระน้ำภายในอุทยานซึ่งอุทยานนั้นถูกออกแบบอย่างงดงามโดย โคะโบะริ เอ็นชู ผู้ออกแบบสวนที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น ปัจจุบันปราสาทนิโจจัดว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนมาเยือนเป็นอันดับต้นๆของเมืองเกียวโต

หอคอยโตเกียว

หอคอยโตเกียว หรือ โตเกียวทาวเวอร์ (Tokyo Tower) เป็นหอวิทยุสื่อสารที่ก่อสร้างมานานกว่า 100 ปี และอดีตเคยเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในโลกด้วย โตเกียวทาวเวอร์ ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1958 ที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยหอแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจในการสร้างจากหอไอเฟลของฝรั่งเศส เมื่อสร้างเสร็จหอคอยมีความสูง 338 เมตร โดยจุดประสงค์การสร้างหอคอยแห่งนี้คือ ส่งสัญญาณวิทยุกระจายเสียงและเป็นหอคอยสื่อสาร ปัจจุบันหอคอยโตเกียวยังคงใช้เป็นหอวิทยุสื่อสารที่สำคัญของเมือง เช่น  NHK TBS ช่องโทรทัศน์ของญี่ปุ่น นอกจากนี้แล้วหอคอยโตเกียวยังใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเมือง โดยหอคอยโตเกียวนั้นเปิดให้เข้าชมในเดือนธันวาคม ปี 1958 ด้านบนหอคอยนั้นยังประกอบด้วยจุดชมวิวเมืองโตเกียว พิพิธภัณฑ์ ร้านค้าของที่ระลึก ภัตตาคาร ที่ความสูง 250 เมตร หอคอยโตเกียว นับว่าเป็นสถานที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองโตเกียวและของประเทศญี่ปุ่น และได้มีการปรับปรุงหลายครั้งเพื่อคงความแข็งแรงของโครงสร้างหอคอย ในเดือน กุมภาพันธ์ และ กรกฎาคม ปี 2012 เกิดแผ่นดินไหวที่เมืองโตเกียวและเป็นเหตุยอดเสาวิทยุเอียง จึงทำให้มีการปรับปรุงซ่อมแซมโดยการลดจำนวนความสูงของหอคอยลง 18 เมตรจากเดิม 338 เมตรเหลือ 315 เมตร และทางหอคอยได้ยุติการแพร่ภาพส่งสัญญาณจากระบบอนาล็อกเป็นระบบดิจิตอล ซึ่งในเดือนสิงหาคมRead More

ภูเขาไฟฟูจิ

ภูเขาไฟฟูจิ เป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่ประเภทกรวยสลับชั้น ตั้งอยู่ที่ จังหวัดชิซุโอะกะ และ จังหวัดยะมะนะชิ ไปทางตะวันตกของเมืองโตเกียว เป็นภูเขาไฟที่สวยงามของสูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น โดยมีความสูงราว 3,776 เมตร ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับและสงบมานานกว่า 310 ปี โดยปะทุครั้งล่าสุดเมื่อปี 1707 ในยุคสมัยเอะโดะ แม้ว่าฟูจิจะเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับแต่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าภูเขาไฟลูกนี้มีโอกาสปะทุต่ำ ภูเขาไฟแห่งนี้จัดว่าเป็นภูเขาไฟที่มีความสวยงามมากจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปี 2013 ภูเขาไฟฟูจิ หรือชาวญี่ปุ่นเรียกว่า ฟูจิซัง ภูเขาไฟที่มีทัศนียภาพที่งดงามบริเวณโดยรอบที่ประกอบด้วย ทะเลสาบที่สวยงาม 5 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฟุจิ-ฮะโกะเนะ-อิซุ – น้ำตกชิระอิโตะ ภูเขาไฟฟูจิสามารถมองเห็นได้จากเมืองโตเกียวหากมีอากาศแจ่มใสท้องฟ้าเปิดรวมถึงสามารถมองเห็นได้จากมุมสูง เช่น บนเครื่องบิน ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ฟูจิจะมีหิมะปกคลุมเกือบตลอดปี มีหิมะมากที่สุดในช่วงฤดูหนาว และช่วงที่ทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดคือช่วงฤดูใบไม้ผลิจะมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบที่งดงามมาก ภูเขาไฟฟูจิ นอกจากมีความงดงามตามธรรมชาติแล้ว ภูเขาไฟเองยังเป็นตัวแทนและสัญลักษณ์ของความเชื่อทางวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาแต่โบราณ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภาพเขียน ศิลปะต่างๆที่มักกล่าวถึงภูเขาไฟฟูจิอีกด้วย ซึ่งจุดเด่นและความงดงามทำให้ภูเขาไฟแห่งนี้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมจำนวนมากในแต่ละปี โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ

วัดเซ็นโซ

วัดเซ็นโซ เป็นสถานที่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ในเขตไทโต กรุงโตเกียว เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญและประวัติศาสตร์มายาวนานและเป็นวัดที่มีเทศกาลใหญ่ที่สุดและยอดนิยมที่สุดของโตเกียว ซึ่งจุดเด่นของวัดแห่งนี้คือสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของวัด โดยตัววัดมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติจำนวนมากเดินทางมาเที่ยวยังวัดแห่งนี้กว่า 2 – 3 ล้านคนต่อปี วัดเซ็นโซ เริ่มก่อสร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 628 ตามคำบอกเล่าทางประวัติศาสตร์ว่า มี 2 พี่น้องที่เป็นชาวประมงออกหาปลาทุกวันริมทะเล วันหนึ่งปรากฏว่าพวกเขาหาปลาไม่ได้เลยสักตัว พวกเขาจึงขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้จับปลาได้เพื่อทำอาหารเย็น เมื่อพวกเขาเหวี่ยงแหล่งน้ำปรากฏว่าสิ่งที่ได้มาคือ พระพุทธรูปเจ้าแม่กวนอิมทองคำสูง 5 นิ้วพวกเขาจึงนำพระพุทธรูปนี้ให้แก่หัวหน้าหมู่บ้าน ต่อมาชาวบ้านจึงร่วมมือกันสร้างวัดเล็กๆประจำหมู่บ้านเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์ กราบไหว้ของชาวบ้านและเหล่าซามูไรที่เดินทางมายังหมู่บ้านแห่งนี้ ต่อมาเริ่มมีการก่อสร้างวัดเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 645 โดยมีการต่อเติมและเพิ่มพื้นที่ของวัดให้กว้างขึ้น ตามความเชื่อบอกเล่าว่า เจ้าแม่กวนอิม มีความศักดิ์สิทธิ์มากหากใครมาขอพรก็จะสมหวังตามคำขอและข่าวแพร่ออกไปในหมู่โชกุนและซามูไร ทำให้เดินทางมากราบไหว้จำนวนมากจนทำให้วัดมีการขยายพื้นที่มากขึ้น วัดได้มีการบูรณะครั้งใหญ่หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จากพื้นที่อาคารส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายจากระเบิด โดยวัดเซ็นโซนั้นจัดว่าเป็นจุดเด่นแห่งหนึ่งของโตเกียวมีความเชื่อในเรื่องของเลข 5 โดยตู้บริจาคบำรุงวัดซึ่งมักมีคนบริจาคเงินโดยยึดเลข 5 เช่น 5 เยน 50 เยน 500 เยน ตามความเชื่อเลข 5 ว่าหมายถึงจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง

วัดคิงกะกุ

วัดคิงกะกุ หรือ วัดโระกุอง หรือเรียกสั้นๆว่า วัดทอง เป็นวัดที่สวยงามและมีความสำคัญมากอีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น วัดแห่งนี้ถูกเรียกว่า วัดทอง เนื่องจากศาลาชะริเด็ง มีที่ทองทั้งหลังซึ่งเป็นจุดเด่นของวัด วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 1940 ในยุคสมัยโชกุน สร้างโดยโชกุนอะชิกะงะ โยะชิมิสึ บุตรชายคนที่ 3 ของตระกูลอะชิกะงะ โดยใช้เป็นที่พำนักของตระกูลในสมัยนั้น ต่อมาบุตรชายของ โยะชิมิสึ ได้มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่แห่งนี้เป็นวัดนิกายเซน ซึ่งต่อมาวัดถูกเผาทำลายในสงครามโอนิง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวก็ถูกทิ้งร้างจนกระทั่งสงครามสิ้นสุดลง และหลายชายของ โยะชิมิสึ ได้มีการสร้างศาลาแห่งนี้ขึ้นใหม่และตั้งชื่อว่า วัดคิงกะกุ วัดคิงกะกุ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามของเมืองเกียวโต ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นนอกจากนี้แล้ววัดแห่งนี้ยังเป็นที่รู้จักจากสถานที่ที่เป็นฉากหนึ่งของการ์ตูนเรื่อง อิคิวซัง จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อของนักท่องเที่ยวว่า วัดอิคิวซัง ซึ่งภายในศาลาทองเป็นที่เก็บของสิ่งของล้ำค่า ของโบราณในสมัยนั้น และบนยอดหลังคายังมีรูปหล่อทองคำเป็นรูปนกโฮโอ ตัวศาลาติดด้วยทองคำบริสุทธิ์อย่างสวยงาม ซึ่งศาลาทองนี้ตั้งอยู่ริมสระน้ำ รวมถึงโอบล้อมด้วยป่าไม้ที่งดงาม ซึ่งในปี พ.ศ. 2493 เกิดเหตุการณ์วางเพลิงเผาทำลายศาลาทองโดยพระรูปหนึ่ง ซึ่งศาลาทองก็สร้างขึ้นใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2498 อย่างที่เห็นในปัจจุบัน โดยในปี พ.ศ. 2537Read More

ศาลเจ้าฟุชิมิอินะริ

ศาลเจ้าฟุชิมิอินะริ หรือ ศาลจิ้งจอกแดง หรือ วัดเสาแดง เป็นศาลเจ้าชินโตขนาดใหญ่และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ศาลเจ้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เคารพนับถือเทพเจ้าอินะริ หรือ เทพเจ้าจิ้งจอกแดง ตัวศาลตั้งอยู่บนพื้นที่เชิงเขาสูงประมาณ 233 เมตร ศาลเจ้าฟุชิมิอินะริ  อยู่สร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 1508 โดยจักรพรรดิมุระกะมิ  ทรงบัญชาให้มีการขึ้นบัญชีเหตุการณ์สำคัญของเทพารักษ์แผ่นดิน ซึ่งในบัญชีนี้ ในขั้นต้นกล่าวถึงศาลเจ้า 16 แห่ง ซึ่งศาลเจ้าฟุชิมิอินะริ ก็เป็นหนึ่งในนั้น จึงมีการใช้พื้นที่ดังกล่าวสร้างเป็นศาลเทพเจ้าจิ้งจอกขึ้นมา ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นในสมัยนั้น เทพเจ้าอินะริ เป็นเทพเจ้าแห่งกสิกรรม ที่ช่วยในเรื่องของการส่งเสริมด้านความเจริญทั้งในการงานและการค้า กิจการต่างๆ รวมถึงการอุปถัมภ์ค้ำชู ซึ่งชาวญี่ปุ่นเองก็นับถือตามความเชื่อดังกล่าวมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเส้นทางเดินเข้าศาลนั้นจะมีเส้นทางที่เรียกว่า โทริอิ ซึ่งเป็นเสาสีแดงคาดดำด้านข้างเรียงรายตามทางเดินไปยังตัวศาลเทพเจ้า และถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น และเป็นสถานที่สำคัญเป็นที่นับถือมากแห่งหนึ่งของเมืองเกียวโต สำหรับเทพเจ้าอินารินั้นสามารถพบได้ตามศาลเทพเจ้าทั่วไปทั้งในเมืองเกียวโต และพื้นที่อื่นๆของประเทศ โดยศาลเจ้าฟุชิมิอินะริ เป็นศาลที่ใหญ่ที่สุด ปัจจุบันมีศาลเทพเจ้าอินาริมากกว่า 36,000 แห่งทั่วญี่ปุ่น

ซามูไรนักรบแดนญี่ปุ่น

ซะมุไร มีต้นกำเนิดจากคำว่า ซะบุระอุ ซึ่งเป็นคำกริยาในภาษาญี่ปุ่นโบราณ ที่มีความหมายว่า รับใช้ ฉะนั้น ซะมุไรก็คือคนรับใช้นั่นเอง   ซะมุไรได้พัฒนาวัฒนธรรมของพวกเขาเองในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งวัฒนธรรมเหล่านี้ยังได้ส่งอิทธิพลต่อรูปแบบวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่นโดยรวมอีกด้วย   เป็นที่เชื่อกันว่า รูปแบบของเหล่านักรบบนหลังม้า มือธนู และทหารเดินเท้าในช่วงศตวรรษที่ 6น่าจะเป็นตัวบทต้นแบบของซะมุไรดั้งเดิม[ขณะที่จุดกำเนิดของซะมุไรสมัยใหม่ยังเป็นปัญหาที่โต้เถียงกันอยู่ผู้ที่เป็นซะมุไรต่างได้รับการคาดหวังว่าจะต้องเป็นคนที่สามารถอ่านออกเขียนได้ พร้อมกับต้องมีความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ด้วย นอกจากนั้น ยังได้รับความคาดหวังว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจในศิลปะด้านอื่น ๆ อย่างเช่น การเต้นรำ การเล่นโกะ งานวรรณกรรม บทกวี และชา เป็นต้น ถึงแม้ว่าศิลปะเหล่านี้ไม่ได้จำเป็นต่อพวกเขาเลยก็ตามแต่ในประวัติศาสตร์ ซะมุไรผู้ที่มีชื่อเสียงหลายคนก็ไม่ได้มีคุณสมบัติตามวุฒิการศึกษาที่กล่าวไว้ข้างต้น ตัวอย่างเช่น โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ ซะมุไรผู้ยิ่งใหญ่ที่มีพื้นเพเป็นชาวนา ก็มีอุปสรรคสำคัญอยู่ตรงที่เขาสามารถอ่านและเขียนได้แต่ภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ตัวอักษรฮิรางานะเท่านั้น อีกผู้หนึ่งคือ โอดะ โดกัง บุคคลผู้ที่ปกครองเอะโดะเป็นคนแรก ก็เคยเขียนระบายความในใจของเขาว่า เขาละอายใจเหลือเกินที่ได้พบว่า แม้แต่ประชาชนธรรมดายังมีความรู้ทางด้านการกวีมากกว่าตัวเขาเอง ทำให้เขารู้สึกอัปยศจนต้องยอมสละสมบัติและตำแหน่งของเขาไปในที่สุด  

มารยาทของชาวญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวไม่ควรมองข้าม

ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าไปเที่ยว เนื่องจากวัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม โดดเด่น ในแต่ละปีจึงมีนักท่องเที่ยวในประเทศต่างๆเข้าไปท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องบอกว่ากฏระเบียบของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ซึ่งในญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่มีระเบียบอย่างมาก นี่คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวควรคำนึงถึงข้อบังคับและกฏระเบียบต่างๆเมื่อเยือนประเทศญี่ปุ่น – การเข้าแถว ถือเป็นมารยาทที่คนญี่ปุ่นเคร่งครัดมากการเข้าแถวคือมารยาททางสังคมไม่ว่าจะเป็นารซื้อสิ้นค้า การเข้าห้องน้ำสาธารณะ หรือแม้แต่การขึ้นรถไฟฟ้าซึ่งทุกคนต้องเข้าแถวไม่ว่าจะรอนานแค่ไหน ฉะนั้นนักท่องเที่ยวควรคำนึงถึงข้อนี้ให้มาก ไม่เช่นนั้นจะถูกสายตามองเป็นตาเดียว – การขึ้นรถไฟฟ้าสาธารณะ เป็นมารยาทที่ต้องคำนึง สำหรับคนไทยจะมีการลุกให้คนชรา ผู้หญิงท้อง และเด็กให้นั่ง แต่รถไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นนั้นจะมีที่นั่งสำหรับคนพิการ ผู้หญิงท้อง เด็ก คนชราให้นั่งอยู่แล้วและจะไม่มีใครไปนั่งในที่ดังกล่าวไม่งั้นจะถูกมองเป็นตาเดียวกัน รวมถึงห้ามส่งเสียงดังนั่นถือว่าเป็นการรบกวนผู้โดยสารคนอื่นๆ – การทานอาหาร ไม่ว่าจะซื้อจากซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านข้างทาง ควรทานให้หมดที่ร้านห้ามเดินกิน ซึ่งในญี่ปุ่นไม่มีเก้าอี้ข้างทางหรือถังขยะ ดังนั้นหากทานแล้วควรทานให้หมดและนำขยะติดตัวไว้ทิ้งที่บ้านพัก – การรอข้ามถนน บริเวณริมทางนั้นมีสัญญาณและเส้นขีดไว้ ซึ่งชาวญี่ปุ่นนั้นก็ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดดังนั้นหากนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังญี่ปุ่นโดยเฉพาะเมืองใหญ่ ควรศึกษาเรื่องการรอข้ามถนนด้วย เพราะหากไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกมองเป็นตาเดียวเช่นกัน

อาหารการกินของญี่ปุ่น

ถ้าพูดอาหารที่ได้ชื่อว่าอร่อยที่สุดในโลกโห้แต่ละที่นั้นมันมีสไตล์ที่ไม่มีเหมือนใครแล้วไม่ว่าจะการเลือกวัตถุดิบที่ทำและรวมไปถึงการปรุงรสชาติอาหารที่มีอย่างต่อเนื่องเพื่อความต้องการของทุกๆคน อย่างที่บอกครับว่าที่นี้ขึ้นชื่อเลยว่า เป็นการทำอาหารที่ใส่ใจทุกขั้นตอนในการทำเป็นอย่างมาก พิถีพิถันในทุกรสชาติที่ทำออกมาให้ได้รับประทานกัน เชื่อได้เลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก ซูชิ ที่นี่คือญี่ปุ่นที่มีอาหารที่ต้องบอกเลยว่า หลากหลายให้เราได้เลือกรับประทานกัน โดยอาหารหลักของคนญี่ปุ่นจะทานข้าวเป็นหลักอยู่แล้ว อาหารที่โด่งดังเช่น ซูชิ, เท็มปุระ, สุกียากี้, ยะกิโทะริ และ โซบะ เป็นต้นหลายอย่างและแน่อนก็จะมีกสารดัดแปลงจากอาหารต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและ แกงกะหรี่ญี่ปุ่นอาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยมในต่างประเทศเพราะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ชาวญี่ปุ่นมีความพิถีพิถันใส่ใจรายละเอียดในการเลือกวัตถุดิบจึงทำให้มีอาหารประจำท้องถิ่นและอาหารประจำฤดูวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ในอาหารญี่ปุ่นคือถั่วเหลือง ซึ่งนำมาทำโชยุ, มิโซะ, เต้าหู้ ถั่วแดงซึ่งมักนำมาทำขนม และสาหร่ายชนิดต่าง ๆ เช่นคมบุ นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่นยังนิยมกินซะชิมิหรืออาหารทะเลดิบอีกด้วย ถ้าเป็นเครื่องดื่มละก่อน โอ้โห้ทานได้ทั้งร้อนและเย็นได้เลย ชา แน่นอนมีหลายชนิดซึ่งแตกต่างไปตามกรรมวิธีการผลิตและครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่นคือเหล้าสาเก (หรือนิฮงชุ) ซึ่งผลิตโดยใช้วิธีหมักข้าวและโชชูซึ่งเป็นเหล้าที่เกิดจากการกลั่น  

มารยาทบนรถไฟ และรถสาธารณะ

  ที่นี่ต้องบอกเลยว่าเป็นที่ที่หนึ่งที่ให้สำคัญในทุกๆเรื่องเป็นอย่างมากเหลือเกินมองไปทางไหนทางด้านใดก็ตามพูดได้เลยว่าที่นี่มีประชากรที่มีคุณภาพมากมายเหลือเกิน คุณภาพทางด้านต่างๆที่เป็นอันดับตันของโลกแล้ว เรื่องของมารยาทที่นี่ต้องยอมรับเลยว่า มีระเบียบวินัยที่อยู่ในระดับที่สูง ที่นี่มีมารยาทในเรื่องราวต่างๆ ต่างใส่ใจให้ความสำคัญและให้เกียรติกันเสมอ อย่างที่เคยมีข่าวออกมา เกิดแผ่นดินไหว ประชาชนของพวกเขานั้น เดือดร้อนกันหมด นานาชาติส่งความช่วยเหลือไป แต่สิ่งที่เห็นแล้วประทับใจเหลือเกิน พวกเขาจะเดือดร้อนแค่ไหน แต่พวกเขาให้เกียรติกัน และมีมารยาทในการรับของบริจาคที่ต่อแถวเข้าคิวกัน ซึ่งภาพนี้แพร่ออกไปทำให้เป็นภาพภาพที่ประทับใจเป็นอย่างมาก แต่วันนี้ผมจะนำเรื่องราวที่ดีมาฝากกันที่ประเทศญี่ปุ่นกัน ในเรื่อง มารยาทบนรถไฟและรถสาธารณะ กันนะครับ เรื่องแรกเลยนะครับ นั่งรถไปไหนมาไหนและใช้บริการอย่างรถไฟหรือรถสาธารณะคุณไม่จำเป็นที่ต้องลุกขึ้นและยืนจับราวอย่างแน่นอน  จะมีที่นั่งสำรองสำหรับ ผู้สูงอายุคนพิการและสาวที่ตั้งครรภ์ บุคคลพวกนี้อยู่แล้ว อย่าไปนั่งเชี่ยวละ คนที่ญี่ปุ่น จะมองกลับมาเป็นตามันเชี่ยวละ ห้ามโดยเด็ดขาด อันนี้ใครที่ชอบพูดคุยบนรถไฟหรือรถสาธาณณะอย่าพูดคุยเสียงดังเขาถือว่าเป็นการรบกวนผู้โดยสารท่านอื่นๆด้วย สิ่งของอย่างเช่นกระเป๋าเป้สะพายกรุณาถือไว้กับมือดีกว่าหรือวางไว้บนหิ้งตะแกรง ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญและรณรงค์ให้มีมารยาท เป็นอย่างมาก ใครจะไปเที่ยวที่ ญี่ปุ่น แน่นอนว่าควรที่จะต้องซึกษาอย่างรอบคอบให้มากที่สุดนะครับ เพื่อมารยาทที่ดีนะครับ